🤔 Gen Z ยังอินเทรนด์ดิจิทัลแพลนเนอร์อยู่จริงเหรอ ?

🤔 Gen Z ยังอินเทรนด์ดิจิทัลแพลนเนอร์อยู่จริงเหรอ ?
Image by Seugiui daldalbyeol mungujeom

หลายคนอาจสงสัยว่าช่วงนี้ Gen Z ยังอินกับดิจิทัลแพลนเนอร์อยู่มั้ย เพราะกระแสเครื่องเขียนอนาล็อกที่กลับมาฮอตฮิต ทั้งไดอารี่กระดาษ สมุดโน้ต และสติกเกอร์ที่เห็นเต็มฟีดโซเชียล

แต่ถ้าดูจากข้อมูลตลาดเครื่องเขียนจริง ๆ จะพบว่า ในช่วงที่อนาล็อกกลับมาฟื้นตัว ตลาดเครื่องเขียนดิจิทัลก็โตขึ้นแบบก้าวกระโดดไปพร้อมกัน โดยเฉพาะในกลุ่ม Digital Native ที่คุ้นกับการเรียนและจดโน้ตผ่านแท็บเล็ตอยู่แล้ว และที่น่าสนใจคือ ถึงจะจดบนจอดิจิทัล หลายคนก็ยังเลือกติดฟิล์มผิวกระดาษ ใช้หัวปากกาเสียงสาก ๆ และสะสมสติกเกอร์ตกแต่งเหมือนเดิม แปลว่า "ถึงจะใช้อุปกรณ์ที่เป็บดิจิทัล แต่ความรู้สึกแบบอนาล็อกยังสำคัญมาก"

ดังนั้นเครื่องเขียนดิจิทัลจึงไม่ใช่แค่อนาล็อกเวอร์ชันไฟล์ แต่คือหมวดหมู่ใหม่ที่ผสมอารมณ์แบบอนาล็อกกับความสะดวกแบบดิจิทัล จนกลายเป็นสไตล์เฉพาะของ Gen Z

🔍 เรามาดู 5 เหตุผลชัดๆที่ว่าทำไม Genz ยังคงรักและชอบในดิจิทัลแพลนเนอร์กันค่ะ


1️⃣ Tech + Mood

ความไฮบริดที่ลงตัว

จุดแข็งอย่างแรกของดิจิทัลคือ “ประสิทธิภาพและความสะดวก” ที่เหนือชั้นมากค่ะ 🪄

ถ้าจดบนกระดาษแล้วเขียนผิด ต่อให้ลบก็ยังทิ้งรอย แต่ดิจิทัลแค่กด Ctrl+Z ก็ย้อนกลับได้แบบเนียนกริบ หรือ ขี้เกียจจดก็ถ่ายรูปแทรกลงโน้ตได้เลย และยังค้นหาโน้ตเก่า ๆ ได้ในไม่กี่วินาที แถมซิงก์ผ่านคลาวด์ ทำให้ทำต่อจากอุปกรณ์ไหนก็ได้

Source : jeogorani

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Gen Z ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย “ความสะดวก” อย่างเดียวค่ะ เขาใส่ “อารมณ์” ลงไปด้วย เช่น การใช้ฟิล์มผิวกระดาษ + หัวปากกาที่มีเสียงสาก เพื่อจำลองสัมผัสแบบอนาล็อก หรือเลือกใช้ปากกาแบบกลิตเตอร์ที่โลกจริงไม่มี รวมถึงสติกเกอร์แบบ GIF/เคลื่อนไหวที่กำลังฮิตมาก ๆ

✨ สรุปคือ สำหรับชาว Gen Z เครื่องเขียนดิจิทัลให้ประสบการณ์แบบไฮบริด เพราะให้ฟีลอนาล็อกแบบโน้ตที่เป็นกระดาษได้ และมีฟังก์ชันแบบดิจิทัลที่มีไม่จำกัดที่ทำให้การจดบันทึกสะดวกสบายและสนุกขึ้น

2️⃣ Exclusive Personalization

โน้ตสไตล์ฉันที่มีหนึ่งเดียวในโลก

Gen Z ไม่ค่อยอินกับของสำเร็จรูปที่ว่า “คนอื่นใช้ก็ใช้ตาม” เท่าไรค่ะ และในโลกดิจิทัลที่ไม่มีข้อจำกัดด้านกายภาพ ความอยาก “ปรับแต่งให้เป็นตัวเอง” ยิ่งพุ่งสุด ๆ

Source : FIREhyuphwaeum

ตัวอย่างการปรับแต่งให้เป็นตัวเองที่พบได้บ่อย

  • ระบบแบบโมดูลาร์ (Modular): ไม่ซื้อแพลนเนอร์ทั้งเล่ม แต่เลือกเฉพาะหน้าที่ต้องใช้ (weekly, daily, habit tracker, การเงิน ฯลฯ) แล้วเอามาประกอบเอง
  • Custom Code: แชร์รหัสสีปากกา (ค่า HEX) เปลี่ยนธีม/หน้าปก/เลย์เอาต์ได้เรื่อย ๆ
  • DIY Culture: เอารูปที่ถ่ายเอง หรือรูปเมนที่ชอบมา “ทำเป็นสติกเกอร์” แล้วใช้ตกแต่งแพลนเนอร์แบบเฉพาะตัว
    • ☝️ จุดนี้สำคัญมากนะคะ ☝️ เพราะมันทำให้แพลนเนอร์ดิจิทัลไม่ใช่ “สินค้า” แต่กลายเป็น “พื้นที่ของตัวตน” ของผู้ใช้ไปเลย

3️⃣ Study with Me

เรียนกับอินฟลู มีชีวิตเหมือนอินฟลู

ตลาดดิจิทัลแพลนเนอร์เติบโตไปพร้อมกับ Creator Economy แบบชัดเจนมากค่ะ คล้ายกับตลาดเครื่องเขียนอนาล็อกที่โตจากครีเอเตอร์รายย่อย แต่ดิจิทัลไปได้ไกลกว่าเพราะ…

✅ ไม่ต้องมีโรงงาน
✅ ไม่ต้องสต็อก
✅ แค่มีทักษะการออกแบบก็ผลิตขายได้

และตัวเร่งสำคัญที่ทำให้สินค้าดิจิทัลประเภทนี้เติบโตเร็วมาก ก็คืออิทธิพลจาก ยูทูบเบอร์สายอ่านหนังสือ และ อินฟลูเอนเซอร์สายพัฒนาตัวเอง นั่นเองค่ะ คอนเทนต์อย่าง “Study with Me” หรือ “ชาเลนจ์ชีวิตดี ๆ” ไม่ได้ทำให้คนดูอยากซื้อสินค้าที่เป็นแพลนเนอร์อย่างเดียว แต่ทำให้คนดูอยากซื้อ “ไลฟ์สไตล์” ของอินฟลูคนนั้นด้วย

Source : Emmalilyn

ทั้งหมดนี้สะท้อนทฤษฎีผู้บริโภคได้ชัดเจนมากว่า เป็นการผสมกันของ

Social Proof + Aspirational Consumption

เนื่องจากคนเรามักเชื่อว่าของที่ “คนอื่นใช้แล้วดี” = น่าจะดีจริง และ จะเริ่มจากการบริโภคเพื่อเข้าใกล้ภาพตัวเองในอุดมคติ เช่น อยากเป็นคนขยัน มีวินัย จัดการชีวิตเก่งอย่างอินฟลูสาย productive นั่นเองค่ะ

ลึก ๆ แล้วคนเรามีความคิดอยู่ว่า “ถ้าเราใช้เทมเพลตแบบนั้น เราก็อาจจะมีชีวิตที่ productive เหมือนเขาได้บ้าง” หรือพูดง่าย ๆ คือ คนยุคนี้อยาก “ดาวน์โหลด” ไลฟ์สไตล์ที่คนอื่นพิสูจน์แล้วมาใช้กับตัวเอง

4️⃣ อนาล็อก & ดิจิทัล แทนกันไม่ได้

แต่ต้อง “อยู่ร่วมกัน”

หลายคนอาจคิดว่า แพลนเนอร์แบบอนาล็อก (กระดาษ) และ ดิจิทัลโน้ต/ดิจิทัลแพลนเนอร์ เป็น “คู่แข่งกัน” และมีผู้ใช้อยู่คนละกลุ่มกันโดยสิ้นเชิง ยิ่งช่วงนี้เทรนด์กระดาษกลับมาแรงมากขึ้น ในขณะที่เทคโนโลยีก็พัฒนาไปไกล จนมีฟังก์ชันใหม่ ๆ ที่น่าสนใจเต็มไปหมด

คำถามคือ… แล้วสุดท้ายแบบไหนจะหายไปไหม?
คำตอบคือ ไม่ค่ะ 😊

จริง ๆ หลายคนมีทั้ง iPad และไดอารี่กระดาษอยู่บนโต๊ะพร้อมกันเลยด้วยซ้ำ

เพียงแต่ในปัจจุบัน “บทบาท” ของทั้งสองแบบเริ่มแยกกันชัดเจนมากขึ้นค่ะ

📄 อนาล็อก (กระดาษ) : เหมาะกับการ…

  • สะสม / ทำเป็นของที่มีคุณค่า
  • ใช้ในชีวิตประจำวันแบบเรียบง่าย
  • ตกผลึกความคิด เขียน reflection ลึก ๆ
  • ทำเป็นของขวัญ
  • ได้ความพอใจทางสัมผัสจากการเขียนจริง

💻 ดิจิทัล (iPad / Tablet) : เหมาะกับการ…

  • จัดการบันทึกให้เป็นระบบ
  • จดการเงิน / รายรับรายจ่าย
  • สรุปการเรียน
  • แชร์หรือส่งต่อได้ง่าย
Soruce : bibbidiboooh
ผู้ใช้จำนวนมากเลือกเขียน “ความคิดลึก ๆ” ลงบนกระดาษ แต่ใช้แท็บเล็ตสำหรับ จัดระเบียบ to-do list / habit tracker / จดโน้ตเรียน ที่สามารถส่งต่อให้คนอื่นได้สะดวก ดังนั้นเมื่อ ฟังก์ชันที่ใช้ต่างกัน ความต้องการของทั้ง “กระดาษ” และ “ดิจิทัล” ก็ยังคงอยู่ต่อไปแน่นอนค่ะ ✨

5️⃣ Digital Diary

ระบบปฏิบัติการชีวิตของ Gen Z

การโตของเครื่องเขียนดิจิทัลไม่ได้แปลว่าแค่ “มีสินค้าใหม่” หรือฟังก์ชั่นใหม่ออกมาเรื่อยๆนะคะ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เทรนด์นี้กำลังสะท้อนว่า Gen Z กำลังทำให้การจัดการชีวิตกลายเป็นระบบดิจิทัลคล้าย ๆ กับ OS (Operating System) ไปแล้วค่ะ

พูดง่าย ๆ คือ “ชีวิต” ของเขาถูกจัดเป็นระบบเหมือนแอปหนึ่งแอป—มีการตั้งค่า มีหน้าหลัก และอัปเดตตัวเองตลอดเวลา แม้คนกลุ่มนี้จะบล็อกโฆษณาและปัดคลิปสั้นใน 1 วินาที แต่กลับมี “พื้นที่เดียว” ที่ยอมอยู่กับมันทุกวันอย่างจริงจัง นั่นคือ โลกของไดอารี่ดิจิทัลของตัวเอง

Soruce : Seugiui daldalbyeol mungujeom

ดังนั้นหัวใจของเทรนด์นี้ไม่ใช่เรื่องไฟล์หรือแอปไหน แต่คือ “ความต้องการ” ของผู้ใช้นั่นเองค่ะ โดยหลัก ๆ มี 4 เรื่องนี้เลย

1 ต้องการควบคุมและจัดการชีวิต (Control & Manage)

ดิจิทัลแพลนเนอร์ช่วยให้วางแผนได้ตั้งแต่รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน ไปจนถึงภาพรวมรายปี ทำให้ชีวิตเป็นระบบ และลดความสับสน/หลุดโฟกัสได้ดีค่ะ โดยเฉพาะ Gen Z ชอบที่ “ทุกอย่างอยู่ในที่เดียว” และเชื่อมต่อกันเป็นระบบ จนรู้สึกเหมือนควบคุมชีวิตได้จริง

⭐ 2 ต้องการเติบโต (Growth)

เทรนด์ self-development ยังมาแรงมากค่ะ และดิจิทัลแพลนเนอร์ตอบโจทย์ตรง ๆ ผ่านเทมเพลตอย่าง habit tracker, routine tracker, mood tracker หรือ study tracker ที่ช่วยให้ผู้ใช้เห็น “แพทเทิร์นชีวิตของตัวเอง” ชัดขึ้น พอมีฐานข้อมูลของตัวเอง ก็สามารถวิเคราะห์และปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างเป็นระบบนั่นเองค่ะ

3 ต้องการแสดงตัวตนอย่างมีสไตล์ (Identity & Aesthetic)

สำหรับ Gen Z แพลนเนอร์ไม่ใช่แค่เครื่องมือบริหารเวลา แต่เป็น “พื้นที่แสดงตัวตน” ด้วยค่ะ การเลือกธีม สี ฟอนต์ สติกเกอร์ ไปจนถึงหน้าปก ล้วนเป็นการสื่อว่า “ฉันเป็นคนแบบไหน” และยังเป็นการสร้างความภูมิใจในผลงานของตัวเองด้วย นี่คือเหตุผลที่คำว่า #aesthetic, #vibe, #mood ถึงสำคัญกับดิจิทัลแพลนเนอร์มากค่ะ

⭐ 4 อยากเห็นชีวิตเป็นภาพเพื่อผลักดันให้เป็นจริง (Visualize)

เทรนด์อย่าง Vision Board หรือ Goal Board ทำให้ผู้ใช้ “มองเห็นเป้าหมาย” ชัดขึ้น และรู้สึกว่าเป้าหมายจับต้องได้จริง ข้อดีของดิจิทัลคือหาภาพได้ไม่จำกัด ลากวางง่าย ใส่รูปได้เยอะ ทำให้จินตนาการออกนอกกรอบได้เต็มที่ค่ะ


☀️
สรุปแล้ว ถึงแม้กระแสเครื่องเขียนอนาล็อกจะกลับมาฮิตอีกครั้ง แต่ไม่ได้แปลว่า Gen Z เลิกอินดิจิทัลแพลนเนอร์นะคะ เพราะในความเป็นจริง อนาล็อกเติบโต และดิจิทัลก็เติบโตไปพร้อมกัน และกลายเป็น “การจดบันทึกสองรูปแบบที่อยู่ร่วมกัน” มากกว่าเป็นคู่แข่งกันค่ะ เพราะฉะนั้นคำตอบของคำถามว่า “ดิจิทัลแพลนเนอร์ยังไปต่อได้ไหม?” คือ ไปต่อได้แน่นอนค่ะ แถมยังมีโอกาสเติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในยุคที่ Gen Z อยากใช้ชีวิตให้มีเป้าหมาย มีระบบ และมีความสุขในแบบของตัวเองค่ะ
Ready to start your digital creator journey?

สร้างสินค้าดิจิทัลได้ง่ายและเร็วขึ้นด้วย "Webudding Studio — เครื่องมืออัจฉริยะที่สร้างแพลนเนอร์กว่า 500 หน้าให้เสร็จได้ใน 30 นาที" มาเติบโตไปด้วยกันในโลกดิจิทัล!

Try Webudding Studio (Free!)